คุณปู่ Kazui Inamori ผู้ชุบชีวิต Japan Airlines ในวัย 78 ปี โดย Praniti Wongkumjan

0

 หากย้อนกลับไปในปี  2010 สายการบิน Japan Airlines ประกาศขอความคุ้มครองล้มละลาย หลังจากมีผลการดำเนินการย่ำแย่ ไม่สามารถทำกำไรได้ติดต่อกันและเป็นหนี้มหาศาลถึง 700,000 ล้านบาท

         ส่งผลให้บริษัทต้องยอมออกจากตลาดหุ้น เพื่อไปปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ รัฐบาลญี่ปุ่นมองว่า  จะปล่อยให้สายการบินแห่งชาตินั้นล้มไปไม่ได้เด็ดขาดเพราะมันส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และจะยิ่งไปซ้ำเติมเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยโตอยู่แล้วพวกเขาจึงยอมอัดฉีดเงินกว่า 350,000 ล้านบาท เพื่อช่วยแก้วิกฤต โดยมีข้อแม้ที่ว่าจะต้องใช้ผู้บริหารคนใหม่ที่พวกเขาแต่งตั้งให้ นั่นก็คือคุณ “คาซูโอะ อินาโมริ”

เคยได้ยินชื่อแบรนด์ “เคียวเซร่า” กันรึเปล่าครับ ชายคนนี้คือ INAMORI เกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 1932 จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ฮาโตชิมา ในสาขาวิชาเคมีประยุกต์ และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ในวัย 27 ปี จนเป็นบริษัทชั้นนำ แต่ในขณะนั้นเขา อายุ 78 ปีแล้ว เป็นคุณจะเลือกทางไหนในช่วงอายุขนาดนี้ ดูแลธุรกิจตัวเองที่สร้างอย่างดี แล้วใช้ชีวิตบั้นปลายสบายๆ หรือก้าวมารับตำแหน่งผู้บริหารในธุรกิจที่ไม่เคยทำ ท่ามกลางการตั้งคำถามของคนนอก ว่าคงเอาชื่อมาทิ้งแน่ๆ เขาเลือกรับตำแหน่ง และที่สำคัญก็คือ.. รับตำแหน่งแบบไม่เอาเงิน เพราะเขาจะแสดงให้เห็นว่าตั้งใจมาพลิกฟื้นกิจการ ไม่ได้ต้องการผลประโยชน์แอบแฝง และนี่คือจุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้นสายการบิน Japan Airlines

เมื่อคุณคาซูโอะเข้ามา เขาตระหนักได้ทันทีว่าองค์กรแห่งนี้กำลังมีปัญหา โดยสามารถสรุปเป็นปัญหาหลักๆ ได้ดังนี้..

1. เป็นเอกชนที่ทำตัวเหมือนข้าราชการ

บริษัทแห่งนี้ทำงานค่อนข้างเชื่องช้า เนื่องจากการบริหารไร้ประสิทธิภาพ เจ้าหน้าที่รัฐหลายคนพยายามหาทางย้ายตัวเอง เพื่อมาเป็นผู้บริหารของที่นี่ เพียงเพราะเรื่องผลประโยชน์ นั่นทำให้คนบริหาร ไม่ใช้คนที่ไต่เต้ามาจากคนทำงาน แต่เป็นคนเรียบจบจากสถาบันระดับต้นๆ และอยู่สายงานอื่นก่อนจะย้ายมา แบบนี้พวกเขาจะใส่ใจในงานด้านการบินได้อย่างไร??

2. องค์กรต้วมเตี้ยม เพราะใหญ่จนเกินไป

Japan Airlines มีเครื่องบินจำนวนมาก เส้นทางการบินมาก และพนักงานมากถึง 50,000 คน ซึ่งเขามองว่าเป็นสิ่งที่ “มากเกินไป” ในยุคนี้หลายสายการบินเริ่มนำเครื่องเล็กลงมาให้บริการเพื่อแย่งลูกค้า และสามารถทำราคาที่ต่ำกว่าได้ ขณะที่ JAL ยังคงบริหารแบบเดิม บริการแบบเดิม ซึ่งผลลัพธ์มันก็จะเป็นอะไรแบบเดิม ๆ 

เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเสียใหม่ ทำอย่างไร ?

คุณคาซูโอะ เคยยอมรับว่าเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจการบินมากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่เขามีก็คือ ปรัชญาในการทำงาน ที่ทุกคนในองค์กรต้องมีความคิดก้าวไปข้างหน้าเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารแบบเขา หรือพนักงานระดับล่างก็ตาม แต่การที่จู่ๆ จะไปปลดฝ่ายบริหารที่ทำหน้าที่ได้ไม่ถูกใจ มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะการปลดหรือเปลี่ยนโดยฉับพลัน ย่อมเกิดการต่อต้านขึ้นมา และเป็นการทำให้ตัวเขานั่นแหละที่จะถูกล้มแทน งานนี้จึงต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างหนัก

 

1. เริ่มจากปรับทัศนคติผู้บริหาร

ในช่วงเดือนแรก ผู้บริหาร 50 กว่าคน ถูกเรียกมาพบตอนเลิกงานเพื่อประชุมพิเศษ เขาจะให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนความเห็น และพูดคุยกันในเรื่องพื้นฐานมากๆ จนอาจจะไม่เกี่ยวกับธุรกิจ อย่างเช่น “การเป็นมนุษย์ที่ดีควรทำอย่าง!?” “การเป็นแบบอย่างผู้นำที่ดีนั้นเป็นแบบไหน ! รวมถึงเปิดใจกับพนักงานว่า คุณคาซูโอะเองก็ไม่ชอบขึ้นสายการบินนี้ เพราะได้ประสบการณ์ไม่ค่อยดี ดูเหมือนพนักงานจะไม่ค่อยสนใจบริการ เอาแต่ทำตามคู่มือพอผ่านๆ จนผู้โดยสารอย่างเขารู้สึกไม่ดี เป็นต้น ข้อมูลระบุว่าเขาเรียกคุยแบบนี้ถึง 17 ครั้งในเดือนเดียว และนั่นทำให้ผู้บริหารหลายคนได้ซึมซับปรัชญาการทำงานแบบใหม่

2. จาก 1 ขยายเป็น 10

เมื่อกลุ่มแรก 50 คนนั้นเข้าใจปรัชญาของคุณคาซูโอะ ก็เป็นหน้าที่ของกลุ่มนั้นที่จะต้องไปถ่ายทอดให้กับระดับรองลงมาอีกกว่า 200 คน ด้วยแนวคิดแบบสองทาง ก็คือเปิดโอกาสให้ลูกน้องได้พูดถึงปัญหาก่อน จากนั้นหัวหน้าก็พูดตอบโต้ปัญหานั้น ถ่ายทอดปรัชญาการทำงานแบบใหม่ และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับลูกน้องไปพร้อมๆ กัน นั่นจะทำให้พวกเขาคล้อยตาม และซึมซับรูปแบบการทำงานใหม่ไปโดยไม่รู้ตัว

3. แบ่งการทำงานออกเป็นกลุ่มย่อย

พนักงาน 50,000 คน ของบริษัทที่ไม่ทำกำไร  พวกเขาก็จะทำงานของพวกเขาต่อไป โดยการบอกว่าตัวเองทำหน้าที่ได้ดีแล้ว จากนั้นก็โทษว่าเป็นเพราะแผนกอื่นๆ ที่ทำให้บริษัทขาดทุน คุณคาซูโอะนำแนวคิดการทำงานแบบ “กลุ่มย่อย” มาใช้ มีข้อมูลว่าแบ่งหน่วยงานออกเป็น 600-700 ทีม ให้แต่ละทีมทำงานเพื่อทีมตัวเอง จัดทำรายรับรายจ่ายของทีม โดยมุ่งให้ทุกทีมสามารถทำกำไรเลี้ยงทีมตัวเองได้ การบริหารทีมย่อยๆ จึงง่ายกว่าการบริหารบริษัทใหญ่ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการแข่งขันขึ้นมาภายในองค์กรได้อีกด้วย

4. นำมาสู่การลดพนักงาน และปรับโครงสร้างใหม่

เมื่อส่วนไหนไม่ทำกำไร แถมยังทำให้กิจการขาดทุนจนเดินหน้าต่อไม่ได้ ก็ควรตัดไปเพื่อความอยู่รอดขององค์กร มีการลดพนักงานลงถึง 30% จาก 50,000 คน เหลือเพียงราว 35,000 คน นั่นทำให้ประหยัดรายจ่ายในส่วนเงินค่าจ้างได้ถึง 32,000 ล้านบาทปรับเส้นทางการบินเสียใหม่ ลดจำนวนสายที่ขาดทุนเรื้อรัง ใช้งานเครื่องบินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

และสิ่งเหล่านี้ ทำให้ Japan Airlines ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง !

บริษัทสามารถกลับมาทำกำไรได้ในเวลาเพียงแค่ 2 ปี หลังจากที่เขาเข้ามารับตำแหน่ง หุ้นของ JAL ก็กลับมาซื้อขายในตลาดหุ้นอีกครั้งในปี 2012 บริษัทกลับมาเป็นสายการบินแห่งชาติของญี่ปุ่นได้อย่างเต็มภาคภูมิ ปี 2017 ที่ผ่านมา สามารถทำรายได้ไปกว่า 389,000 ล้านบาท และมีผลกำไร 39,000 ล้านบาท ส่วนคุณคาซูโอะ ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจฝีมือเยี่ยม ผลงานการพลิกฟื้น Japan Airlines ของเขา ก็ถูกบันทึกเป็นกรณีศึกษา และยกย่องถึงความสามารถของชายผู้นี้ซึ่งปัจจุบันอยู่ในวัย 86 ปี ไปอีกแสนนาน

ขอขอบคุณ : Billionaire Mindset / Japan Airlines

Share.

Leave A Reply