( รอยยิ้ม ) นั้น สำคัญไฉน กับ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ใน ปัจจุบัน

0

         หลังเปิดตัววันแรกเมื่อ 12 ธันวาคม 2555 ไปถึง 450 ล้านหยวน หรือราว 2,166 ล้านบาท โดยเฉพาะเมื่อวันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2555 เพียงวันเดียว สามารถทำรายได้ถึง 100 ล้านหยวน หรือ 500 ล้านบาท สร้างสถิติทำรายได้สูงสุดวันเดียวตลอดกาล ในจีน

         นี่คือข่าวพาดหัวในไทย เมื่อ ภาพยนตร์แนวตลก/ผจญภัย ของจีนแผ่นดินใหญ่เรื่อง ลอสต์ อิน ไทยแลนด์ ( Lost in Thailand ) ที่ถ่ายทำในประเทศไทยเกือบทั้งเรื่อง เบื่องหลังจากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่วนหนึ่งมาจากกระแสโซเชียล เน็ตเวิร์ก ของจีน ที่มีการบอกต่อกันว่า เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ควรพลาด และเรียกเสียงหัวเราะได้ตลอด และที่สำคัญคือ สถานที่ที่ใช้ถ่ายทำมีความสวยงาม ทำให้หลายคนที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ อยากเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย โดยเฉพาะเชียงใหม่ ที่ถูกใช้เป็นโลเกชั่นหลักของเรื่้องนี้

               หลังจากนั้นเริ่มจากในปี 2556 เป็นต้นมา นักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มเดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้นเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ และประเทศไทยได้กลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากชาวโซเชียล เน็ตเวิร์กของจีน เพื่อมาตามรอยภาพยนตร์เรื่องนี้ และนำไปโพสต์ภาพอวดคนอื่นในโซเชียล เน็ตเวิร์ก  และยิ่งไม่น่าเชื่อไปกว่านั้น จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นทุกปี และมีการกระจายตัวไปสู่เมืองหลักอื่น ๆ ทั้งกรุงเทพ พัทยา และภูเก็ต มาตลอดในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา

           จากนั้นปี 2558 คนไทยเริ่มรู้จักคำว่า ” ทัวร์ศูนย์เหรียญ ” จากมาตรการจัดระเบียบทัวร์ศูนย์เหรียญหรือการขายทัวร์ต่ำกว่าต้นทุนซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการและจับกุมผู้ประกอบการตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม 2558 ทำให้บริษัทท่องเที่ยวทั้งในไทยและจีนไม่มั่นใจว่าธุรกิจของตนจะเข้าข่ายกระทำความผิดหรือไม่ จึงทำให้หลายบริษัทยกเลิกการนำนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย ทั้งที่ช่วงนี้เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวก่อนสิ้นปี ส่งผลให้ตลาดจีนซบเซาไป ระยะหนึ่ง

จนมาปีนี้ 2561 ทัวร์จีน ประสบปัญหามาอย่างต่อเนื่องตั้งช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยเริ่มตั้งแต่ปัญหาเรือล่ม ไข้เลือดออก ทำร้ายนักท่องเที่ยว หรือแม้แต่ปัญหาเรียกรับเงินพิเศษ ก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ คือปัจจัยภายในประเทศไทย ซึ่งได้สร้างบาดแผลให้เกิดขึ้นต่อความรู้สึกต่อชาวจีน แบบไฟลามทุ่ง เช่นเดียวกับเมื่อคราวที่ ชาวจีนรู้สึกอยากจะมาเมืองไทย จากผลของภาพยนต์  ลอสต์ อิน ไทยแลนด์ เช่นกัน แต่แน่นอนว่า ข่าวคราวเสีย ๆ หาย ๆ มักจะมีการกล่าวถึงกันอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้างมากกว่า

ปัจจุบัน สถานการณ์ ทัวร์จีนหาย ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวโดยเริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นวันชาติของจีน ซึ่งแต่เดิมนั้น ช่วงนี้จะถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการในไทยเฝ้ารอคอย ในรอบ 1 ปี และเมื่อไปเป็นไปตามเป้า ภาคเอกชนจึงมีการเรียกร้องให้รัฐเข้ามาแทรกแซงเพื่อเรียกนักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมา แม้ต้องใช้ฟรีวีซ่า หรือดับเบิ้ลวีซ่า ก็ตาม ก่อนที่สถานการณ์จะฟุบยาวไปมากกว่านี้ แต่ก็เหมือนว่าการตั้งข้อสันนิฐานจากภาคเอกชนจะแม่นเหมือนจับวาง เพราะแค่ช่วงระยะเวลาแค่ 30 วัน จำนวนยอดจองห้องพักในเดือนพฤศจิกายน ของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งกรุงเทพ พัทยา ภูเก็ต หรือแม้แต่ในเชียงก็ตาม ก็ตกลงอย่างน่าใจหาย

      เมื่อมองปัจจัยภายในกันแล้วเราอาจไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที ดังนั้นเราจึงจะเปลี่ยนความสนใจมายังปัจจัยภายนอกกันดูสักหน่อย อย่างน้อยก็ไม่เสียความรู้สึกไปมากกว่าที่เป็นอยู่ก็คือ ปัญหากำแพงภาษีระหว่างจีน กับ สหรัฐ ทำให้จีนตกอยู่ในที่นั่งลำบากมีปัญหาเรื่องการส่งออก ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลจีนเองจะออกมากล่าวถึงจุดยืนในการรักษาค่าเงินหยวน ตั้งแต่เมื่อช่วงเดือนกันยายน ก็ตาม แต่ถึงกระนั้น การท่องเที่ยวภายในประเทศของจีนเองกลับโตขึ้นเป็นประวัติการณ์ อย่างน่าแปลกใจ เพราะทีมวิเคราะห์ไม่คิดว่า คนจีนจะกลับไปตายลังที่บ้านเกิด จนกลายเป็นกระแส จีนรักจีน

             ในขณะที่เราถกเถึยงกันถึงการกู้นักท่องเที่ยวจีนให้กลับคืนมา แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังตะขิดตะขวงใจต่อการที่จะตั้งหัวข้อว่า ” หากไม่มีตลาดจีนแล้ว ” ภาคเอกชนจะปรับตัวกันอย่างไร   และภาครัฐจะมีทางออกต่อเรื่องนี้อย่างไร     แล้วประชาชนคนไทยจะมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการเข้าไปวางยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวได้อย่างไรบ้าง ที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่ง ” เราจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่ทำให้เราเป็นที่รู้จักแก่จีน “ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในทำแผน PR อีกครั้งหรือไม่   หรือศึกในครั้งนี้ จะเป็นตามไปตามยุทธพิชัยแบบเดิม ๆ  คือ เสร็จศึกก็ฆ่าขุนศึก  กันแบบเดิม ๆ ต่อไป   

Share.

Leave A Reply