แม่น้ำสุพรรณ ไหลเอื่อยผ่านตลาดโบราณ ชุมชนที่เข้มแข็งของจังหวัดสุพรรณบุรี ” ตลาดสามชุกตลาดร้อยปี “

0

      ครูพินิจ ผู้ลุกขึ้นประกาศกับสังคมว่า เด็กทั้ง 7 คน เป็นเพียงเหยื่อของความเสื่อมในสังคมเท่านั้น และครูผู้นี้ก็ยังได้ต่อสู้เคียงข้างเด็กแต่ละคน ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะนำพาเด็กทั้งหมดกลับสู่สังคมได้อีกครั้ง

      นี่คือวัตถุประสงค์บางแง่มุมจากภาพยนต์เรื่อง สามชุก ที่กำกับโดย ธนิตย์ จิตนุกูล  ออกฉายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดที่เข้าถึงภายในชุมชน ที่มีผลกระทบต่อเยาวชนชุมชน โดยสร้างมาจากเหตุการณ์จริงที่เกิด ในโรงเรียน สามชุกรัตนโภคาราม อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2536 ซึ่ง ปรเมศ น้อยอ่ำ ได้รับรางวัล สาขาประเภทนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จาก คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 7รางวัลภาพยนตร์ไทย ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 18 และ รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 19

 

          หลายคนอาจจะรู้จัก 3 ชุก ที่เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม คือ “ตลาดร้อยปีสามชุก ” ก็อย่างที่ชื่อบอกนั่นแหละ เป็นตลาดเก่าแก่ที่มีมานมนานแล้ว ผมเคยมีโอกาสได้ไปเดินเที่ยวดูของที่ตลาดแห่งนี้ก็ 2-3 ครั้ง ตลาดแห่งนี้มีของที่ขายแปลก ๆ กว่าตลาดทั่วไปหลายอย่าง เรียกว่าต้องมาที่แห่งนี้แห่งเดียวเท่านั้นถึงจะได้เห็น ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวเลยทีเดียว ชาวตลาดมีอัธยาศัยดี  ดีจนไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า เมื่อก่อนนี้  “สามชุก ” เป็นแหล่งที่มีเยาวชนติดยาเสพติดเยอะมาก เยอะขนาดมาเมายาอาละวาดในตลาดแห่งนี้ได้เลยทีเดียว

      แม้ในตัวหนังเรื่องนี้ จะเป็นเพียงแค่จุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งในสังคมไทยที่มีเยาวชนติดยา แต่เรื่องยาเสพติดนี้คิดว่ามีทุกภาคและทุกซอกทุกมุมแน่ ๆ จะมีครูสักกี่คนที่กล้าออกมาบอกกับคนในชุมชนถึงปัญหาของยาเสพติดเช่นนั้น จะมีครูสักกี่คนที่ยอมทะเลาะกับพ่อแม่ของเด็กติดยา ที่พ่อของเด็กบอกว่า “ นั่นมันลูกผม ” แล้วครูก็บอกกลับมาว่า “ นั่นมันก็ศิษย์ผมเหมือนกัน ”  น่าดีใจแทนคนในอำเภอสามชุกที่มีอาจารย์ดี ๆ อย่างนี้

      ข้อความข้างต้นอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวสักเท่าไหร่ แต่นี่คือมุมหนึ่งที่สะท้อนถึงชุมชนโบราณแห่งนี้ และด้วยภาพยนต์เรื่องนี้ จึงทำให้คนไทยทั้งประเทศให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น และยิ่งกว่านั้นตลาดแห่งยังได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในเวลาต่อมาอีกด้วย ไม่ว่าเราจะชื่นชอบอดีตของที่นี่หรือไม่ แต่ต้องยอมรับว่า ปัจจุบัน ชุมชนแห่งนี้ได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจของคนไทยและชาวต่างประเทศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

       แม้ตลาดสามชุก จะเป็นเพียงห้องแถวไม้เก่า ๆ ริมแม่น้ำท่าจีน  แต่หากนับย้อนไปสัก 100 ปี ตลาดสามชุก ถือว่าเป็นย่านการค้าสำคัญและเป็นแหล่งชุมชนของชาวไทยเชื้อสายจีน แต่พอ 50 ปีหลัง การคมนาคมทางบกได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เส้นทางค้าขายทางน้ำซบเซาลง ตลาดสามชุกจึงเริ่มเงียบเหงา เนื่องจากการสัญจรทางน้ำได้รับความนิยมน้อยลงไป การค้าขายที่ตลาดสามชุกก็ไม่คึกคักเหมือนเดิม คนรุ่นใหม่ก็ทยอยออกไปหางานทำที่อื่นกันเสียมาก

            กว่าจะกลับมาเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้งก็ปาเข้าไปก็เกือบ 20 ปี มานี่ โดยที่คนตลาดเค้ารวมตัวกันเพื่อพัฒนาตลาดสามชุกขึ้นมาใหม่ในเชิงอนุรักษ์และก็ทำมากันอย่างต่อเนื่อง จนกลับมาคึกคักอีกครั้งหรืออาจจะมากกว่าเก่าเสียด้วยซ้ำ แถมเค้าก็ยังอนุรักษ์หลาย ๆ อย่าง กลับมาอีกมากมาย ทั้งอาหารคาว หวาน เครื่องจักสาน เครื่องนุ่งห่ม ตลอดจนวิถีชีวิต จึงทำให้ผู้ที่มาที่นี่หลายคนคงอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า สุพรรณ นั้นด้อยพัฒนานับ ร้อยปี เลยกระนั้นเชียวหรือ เพราะแม้แต่ถุงใส่น้ำก็ยังต้องใช้กระบอกไม้ไผ่กันเชียวหรือ

        เรามาดูกันสิว่า  ตลาดเก่าแห่งนี้เค้าจะมีดีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง อย่างแรกเลยต้องขอพูดตามคำบอกเล่าจากหลายสำนัก ว่า ร้านกาแฟที่นี่เค้าคั่วเองชงเองจนรสชาติดุดันกว่าที่อื่น จริงหรือเปล่าไม่รู้คงต้องมาลองกันเอาเอง หรือจะกิน เป็ดย่าง จ่าเฉิด ดีเห็นเค้าว่ามีทั้งย่างและพะโล้ ถ้ากินคู่กับข้าวห่อใบบัวของ เถ้าแก่เบี้ยว น่าจะเข้าท่าดี เสร็จแล้วค่อยไปกินของหวาน พวกกะท้อนลอยแก้ว ขนมไข่ปลา ยั่งงี้เห็นเค้าว่าหากินยากนักหนา เพราะต้องทำกันสด ๆ ต้องมีลูกตาลด้วย ไม่งั้นก็จะไม่อร่อย ไม่ได้ความหอมของตาล แหม่ถ้าไม่อร่อยนะน่าดู

ส่วนพวกขนมสาลี่ที่ทำกันสด ๆ หรือพวกขนมดอกจอก ค่อยซื้อกลับไปกินระหว่างทางเคล้ากับกาแฟ อเมซอน ข้างปั๊มนะฟิลเร่ย ส่วนพวกของจักของสานหรือผ้าเพ่อแบบบ้าน ๆ อะไรพันนั้น ค่อยดูพื้นว่างหลังรถก่อน ลุงป้า น้า อา คงไม่ว่ากะรัย เพราะถ้าซื้อที่อื่นไปฝากก็จะแยกแยะไม่ออกอยู่ดี แต่จะทนมือทนไม้หรือเปล่านั่นค่อยว่ากันอีกที

              เสียดายอย่างที่ตลาดถึงจะเปิดทุกวัน แต่วันธรรมดาจะไม่ค่อยคึกคัก แต่ก็ยังดีที่เปิดกันตั้งแต่ 7 – 8 โมงเช้า กว่าจะปิดก็ปาเข้าไป 5 – 6 โมงเย็นแล้ว พอจะมีเวลาให้สัมผัสกับบรรยากาศแสงเย็นอยู่สักหน่อย แล้วยิ่งในช่วงพฤศจิกา – มีนา ด้วยนะ คงเย็นสะบายน่าดู แหม่ถ้าได้น้องสาว มาเดินเกี่ยวก้อยเคียงข้าง คงไม่แคล้วต้องได้เสียผี กันเป็นแน่แท้ 

        แดดสายแรงขึ้นแววระยิบน้ำยังคงเต้นถี่ ตลาดร้อยปีเริ่มคึกคัก ลมวูบพัดปิดสมุดบันทึกเล่มเก่าคร่ำ พร้อม ๆ กับขยะชิ้นสุดท้ายที่บริเวณรอบริมฝั่งถูกช้อนเก็บโดยเจ้าของบ้าน ริมฝั่งตลาด ความร่วมมือและสามัคคีของคนในชุมชนแห่งนี้ นำมาซึ่งความเข้มแข็งของชุมชน ปัญหาที่เกิดในชุมชนแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่ได้รับการแก้ไขจากการระดมความคิดและหาทางออกโดยคนในชุมชน ” ตลาด ร้อยปี สามชุก ” เจ้าเอย .

โดย : UNTIL

ขอขอบคุณ : ภาพยนต์เรื่อง สามชุก / sanook

Share.

Leave A Reply