ตำนาน “หลวงพ่อดำ” กับอาถรรพ์โบสถ์ปรกโพธิ์ ที่ วัดบางกุ้ง อ.บางคณฑี จ.สมุทรสงคราม

0

    จ.สมุทรสงคราม มีเรื่องเล่า ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของอุโบสถโบราณ ที่ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ปางมารวิชัย อายุหลายร้อยปี .. ซึ่งมีความแปลก .. อยู่ที่ถูกปรกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ 4 ชนิด คือ มีต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร และต้นกร่าง 

      โบสถ์เก่าแก่หลังนี้ตั้งอยู่ที่วัดบางกุ้ง อ.บางคณฑี จ.สมุทรสงคราม เป็นวัดหนึ่งซึ่งมีความสำคัญปรากฏอยู่ในพงศาวดาร ตามประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า บริเวณวัดนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ท่านเคยนำกองกำลังทหารมาตั้งเป็นค่าย เรียกว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง”

เมื่อย้อนกลับไปในกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ครั้งที่ “ค่ายบางกุ้ง” ยังเป็นค่ายทหารในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระที่นั่งสุริยาสอัมรินทร์ หรือพระเจ้าเอกทัศน์ พระองค์โปรดฯให้ยกกองทัพเรือมาตั้ง เพราะเห็นว่าแม่กลองเป็นเส้นทางที่พม่าใช้เป็นเส้นทางเดินทัพทางหนึ่งในการเข้าตีไทย ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เป็นที่เกิดวีรกรรมของชาวแม่กลองในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาเชื่อมต่กรุงธนบุรี แต่หลังจากพุทธศักราช 2310 เมื่อกองทัพพม่าบุกเข้าตีกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว ค่ายบางกุ้งก็ไม่มีทหารมาประจำการและรักษาค่ายอีก

      จนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าตากสินกู้เอกราชกลับคืนมาได้ เมื่อพระองค์สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว ในปีเดียวกันนี้เอง พระองค์ก็ได้รวบรวมคนจีนจากชลบุรี ระยอง ราชบุรี กาญจนบุรี มารตั้งเป็นกองทหารภักดีอาสารักษาค่าย ซึ่งคนจีนส่วนใหญ่เป็นพวกเรือสำเภาที่มาถวายตัวรับราชการกับสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ จึงมีชื่อเรียกว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง” ตั้งแต่นั้นมา เมื่อทหารภักดีอาสาซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจีนได้มาตั้งค่ายก็ได้สร้างค่ายบางกุ้งให้มีความมั่นคง ตามแบบฉบับตำราพิชัยสงคราม มีเชิงเทิน หอรบ มีการขุดคูป้อมกันค่าย ซึ่งคูนี้ปัจจุบันเรียกว่า “คลองบ้านค่าย” เป็นการสร้างค่ายตามแนวแม่น้ำแม่กลองถึงเขนวัดแหลมเตย โดยมี วัดบางกุ้งอยู่กลางค่าย

   

ตามหน้าประวัติศาสตร์ค่ายบางกุ้ง เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2311 เมื่อพระเจ้าอังวะกษัตริย์พม่าได้ให้หม่องกี้มาราหญ่า เจ้าเมืองทวายยกทัพมาสืบข่าวสภาพบ้านเมืองในกรุงธนบุรีว่าสงบราบคาบหรือจราจล เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนไทยกำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ เจ้าเมืองทวายยกพลมาประมาณ ๒ หมื่นคนเศษ เดินทัพมาล้อมค่ายจีนบางกุ้งไว้ กองทัพพม่าโจมตีค่ายจีนบางกุ้งหลายครั้ง แต่ไม่สามารถยึดค่ายได้ เพราะทหารภักดีอาสาพร้อมพลีชีพเข้าสู้ อีกทั้งทางคณะกรรมการเมืองได้มีใบบอกเข้ามายังกรุงธนบุรีขอกำลังมาสู้พม่า เมื่อพระเจ้าตากทรงทราบข่าวศึกได้โปรดฯให้พระมหามนตรี (บุญมา) จัดกองทัพเรือ ๒๐ ลำ แล้วทรงเรือพระที่นั่งสุวรรณพิชัยนาวา ยกทัพมาถึงค่ายบางกุ้งในเวลาพลบค่ำ และมีบัญชาให้จัดเรือพักทัพที่ฝั่งตรงกันข้ามค่าย โดยที่ทหารภักดีอาสาและทหารพม่าไม่ทราบ บริเวณที่จอดเรือพักทัพมีชื่อเรียกในปัจจุบันว่า “บ้านบางพลับ”

ซึ่งการรบครั้งนั้นตามประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าตะลุมบอนกันด้วยอาวุธสั้น จนหม่องกี้มาราหญ่า แม่ทัพเจ้าเมืองทวายมองเห็นว่าสุดกำลังที่จะต่อสู้ จึงหนีกลับไปเมืองทวายทางด่านเจ้ากว้าง ซึ่งเป็นด่านเมืองราชบุรีริมน้ำภาชี ครั้นพระเจ้าตากสินเสร็จศึกค่ายบางกุ้งแล้วจึงยกทัพเสด็จมาพักแรมที่ค่ายบางกุ้ง ก่อนจะกลับกรุงธนบุรีได้เรียกประชุมเหล่าทหาหรให้สามัคคีและปรองดองเกื้อกูล โดยตรัสว่า “เนื้อต่อเนื้อไม่เอื้อเฟื้อเป็นเนื้อกลางป่า เนื้อใช่เนื้อได้เอื้อเฟื้อเป็นเนื้ออาตมา” หมายความว่าคนที่เป็นญาติกันไม่ได้เกื้อกูลกันก็เหมือนไม่ใช่ญาติ คนที่ไม่ใช่ญาติแต่ได้เกื้อกูลกันเฉกเช่นญาติสนิท


นอกจากเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ทำให้ค่ายบางกุ้งหรือวัดบางกุ้งน่าสนใจแล้วก็ยังมีเรื่องร่ำลือกันถึงสิ่งลี้ลับที่มักสร้างอาถรรพ์ให้บังเกิดแก่สถานที่แห่งนี้ นั่นก็คือองค์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในโบสถ์ปรกโพธิ์ที่เรียกกันว่า “หลวงพ่อนิลมณี” และ “นางไม้” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็น “รุกขเทวดา” ที่สถิตย์อยู่ในต้นไม้ใหญ่ที่ปกคลุมโบสถ์
บางเรื่องเล่าเกี่ยวกับวัดบางกุ้งน้อยกับวัดบางกุ้งใหญ่ ว่า เป็นวัดที่เมียหลวงกับเมียน้อยของ “ตาทอง” เศรษฐีใหญ่ชาวสมุทรสงครามมาสร้างไว้ โดยวัดบางกุ้งใหญ่เมียหลวงสร้าง ส่วนบางกุ้งเล็กนั้นเมียน้อยสร้าง ซึ่งเมียทั้งสองของเศรษฐีทองต่างก็ไม่ถูกกัน เพราะกระทั่งปัจจุบันก็ยังมีหลายคนที่อยู่ในวัด โดยเฉพาะยามหรือพระลูกวัดต่างก็เล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า เคยได้ยินเสียงผู้หญิงสองคนทะเลาะกันรุนแรงอยู่ข้างโบสถ์ปรกโพธิ์ในกลางดึก เสียงนั้นดังลั่น แต่พอเข้าไปดูใกล้ๆ กลับไม่เห็นมีใคร เสียงกลับเงียบหายไปเฉย ๆ

 

ผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่ข้างวัด เล่าต่อ ๆ กันมาว่า เวลากลางค่ำกลางคืนสมัยนั้น พอดับฟืนดับไฟนอนกันหมด ก็จะมืดและเงียบมาก กลางดึกบางคืนแทบทุกบ้านก็จะได้ยินเสียง “ช้งเช้ง ช้งเช้ง”…เหมือนคนฟันดาบกันเป็นจำนวนเยอะๆ ทำให้หลายคนกลัวเสียจนไม่กล้าออกไปไหนยามมืดค่ำ หรือลุงที่ทำหน้าที่ขายดอกไม้ธูปเทียนบูชาหลวงพ่อนิลมณีท่านอยู่ที่วัดมาตั้งแต่เด็ก ได้เล่าให้ฟังถึงความศักดิ์สิทธ์แห่งหลวงพ่อนิลมณีที่อยู่ในโบสถ์ปรกโพธิ์ และเรื่องราวความอาถรรพ์ของ “นางไม้” ว่า “แม่นางไม้ก็เคยเห็น เหมือนฝันน่ะนะ ท่านแต่งชุดไทย ผมยาว สวย ในฝันท่านมาหา คนที่นี่ก็เห็นกันบ่อย มีอยู่คนหนึ่งที่เห็นอยู่เป็นประจำเลย เขาอยู่ทางวัดบางเกาะ ซึ่งอยู่เลยวัดบางกุ้งไปหน่อย ทุกเช้าประมาณตี 5 เขาจะต้องขับรถผ่านมาทางหน้าโบสถ์ทุกวัน แล้วเขาก็เห็นผู้หญิงแต่งชุดไทยมานั่งกราบหลวงพ่อในโบสถ์ประจำเลย”

 

โบสถ์ปรกโพธิ์ที่วัดบางกุ้งนี้ หากใครเคยได้ไปเยือนคงจะประทับใจในสิ่งที่ธรรมชาติสร้าง จากไม้ใหญ่ 4 ชนิด รัดล้อม แผ่กิ่งก้าน รากและใบโอบล้อมโบสถ์โบราณ อายุกว่า 400 ปี ซึ่งดูแล้วน่ามหัศจรรย์ และเชื่อกันว่าที่แห่งใดมีต้นไม้ใหญ่ไม้สำคัญ ที่นั่นย่อมมีเทพรุกขเทวดารักษา และสถานที่แห่งนี้ “รุกขเทวดา” ท่านก็มักจะมาให้เห็นในร่างของ “นางไม้” จึงสร้างอาถรรพ์ให้ปรากฏแก่สายตาชาวบ้านอยู่เสมอ

ขอขอบคุณ : พลังจิต

Share.

About Author

Leave A Reply